เผย’เดวี่ส์’เคยเกือบย้ายซบผีเมื่อปี 2018

ไม่ใช่ว่าแฟนบอลทุกคนหรอกที่จะคุ้นชินกับชื่อของ อัลฟองโซ่ เดวี่ส์ ในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล แข้งวัย 19 ปีลงเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิคร เพียง 6 นัดเท่านั้นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งการประเดิมสนามของเขานั้นเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2019 อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้วันเดอร์คิดชาวแคนาดาถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในแบ็คซ้ายดาวรุ่งที่ดีที่สุดในโลก

 

เดวี่ส์ โดดเด่นมาก ๆ ตลอดทั้งฤดูกาลนี้และได้รับการชื่นชมจากทั้งการเล่นเกมรุกและเกมรับจากตำแหน่งแบ็คซ้าย นักเตะดีกรีทีมชาติแคนาดาซึ่งทำได้ 1 ประตูและอีก 8 แอสซิสต์จากการลงเล่น 29 นัดให้กับ บาเยิร์น ในฤดูกาลนี้มีจุดเด่นที่สปีดอันจัดจ้าน เลี้ยงบอลได้อย่างคล่องแคล่ว และเข้าปะทะได้อย่างไม่เคอะเขิน

บาเยิร์น เซ็นสัญญากับ เดวี่ส์ ในเดือนกรกฎาคม 2018 หลังจากบรรลุข้อตกลงกับ แวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับผลงานในอนาคต ซึ่งนับว่าแพงเป็นสถิติการย้ายทีมในศึกเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ สหรัฐ เลยทีเดียว

 

เดวี่ส์ ลงประเดิมสนามในศึกเมเจอร์ลีกฯ ด้วยอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น และกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกเป็นรองเพียง เฟร็ดดี้ อาดู แต่เขาแตกต่างจาก อาดู อย่างเห็นได้ชัด เดวี่ส์ คว้าโอกาสของตัวเองในฟุตบอลยุโรป และกำลังก้าวไปได้สวย

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกือบที่จะเซ็นสัญญากับเขามาแล้วหากว่ามีการทดสอบฝีเท้าเกิดขึ้น หลังจากผลงานอันน่าทึ่งของเขาในเกมที่ บาเยิร์น บุกไปชนะ เชลซี 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ นักข่าวท้องถิ่นเมืองแมนเชสเตอร์อย่าง ซามูเอล ลัคเฮิร์สต์ รีทวีตบทความที่ได้โพสต์ไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2017 

 

มันอธิบายว่า ยูไนเต็ด ได้เชิญ เดวี่ส์ มาที่สโมสรเพื่อทดสอบฝีเท้า 3 สัปดาห์ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2018 แต่มันก็ถูกยกเลิกไป ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่า เดวี่ส์ ใช้เวลาช่วงปีใหม่กับแคมป์ทีมโอลิมปิกของแคนาดา มันยังไม่ชัดเจนเรื่องของเวลาที่ว่า แวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ จะอนุญาตให้ เดวี่ส์ อนุญาตให้บินมาที่แมนเชสเตอร์ก่อนหน้าที่ศึกเมเจอร์ลีกจะเริ่มฤดูกาลใหม่ในเดือนมีนาคม 2018 

 

ไม่ว่าพวกเขาจะหมดความสนใจหรือพ่ายแพ้สำหรับการแข่งขันคว้าลายเซ็นไปให้กับ บาเยิร์น ที่คว้าเข้ามาร่วมทีมในอีกหลายเดือนต่อมา แต่จากการได้ดูเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เจอกับทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เชื่อเลยว่าแฟนบอลปีศาจแดงคงรู้สึกเสียดายไม่น้อยที่พบว่าพวกเขาพลาดแข้งมาก พรสวรรค์รายนี้ไปได้ยังไง?

นักเตะซุปเปอร์สตาร์ที่อดไปเล่นฟุตบอลโลก

ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก คือการแข่งขันที่เป็นสุดยอดความฝันของนักฟุตบอลทุกคนบนโลกใบนี้ ที่หวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเค้าจะมีโอกาสได้โชว์ฝีเท้าให้กับคนทั่วโลกได้เห็น เพราะนี่คือการแข่งขันที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย และมีการถ่ายทอดสดผ่านสายตาคนทั่วโลก นั่นจึงหมายความว่า หากคุณแค่ได้มีโอกาสลงสนาม นั่นหมายถึงว่าคุณจะมีที่รู้จักของคนทั่วโลก และถ้าคุณเล่นได้ดี รวมถึงการยิงประตูได้นั้น คุณจะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปชั่วข้ามคืน แต่นักเตะหลายๆ คนที่โชว์ฝีเท้าได้ดีในสโมสรและมีโอกาสที่จะติดทีมชาติไปร่วมฟาดแข้งฟุตบอลโลก แต่บางคนที่เล่นเก่งๆ ก็อาจจะไม่ได้ไป อาจจะด้วย ไม่ถูกชะตากับผู้จัดการทีมหรืออาจจะได้รับบาดเจ็บสักก่อน นั่นจึงทำให้เค้าหลุดวงโคจรไป เรามาดูกันว่ามีใครกันบ้าง

หลุยส์ นานี่ ปีกจอมพลิ้วจากทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งเดิมทีถือว่าเป็นขาประจำของทีมชาติอยู่แล้ว แต่เพราะก่อนฟุตบอลโลก นานี่ เริ่มฟอร์มตก และมีอาการบาดเจ็บรบกวน เค้าจึงโดนตัดชื่อออกจากทีมไป

แจ๊ค วิลเชียร์ กองกลางพันธุ์ดุ อดีตเด็กปั้นของอาร์เซนอล ที่ต้องบอกว่าสำหรับฝีมือ เค้าติดทีมชาติเป็นตัวจริงได้สบาย แต่ด้วยที่นักเตะคนนี้ เล่น 3 นัด เจ็บ 2 นัด อยู่เป็นประจำ กุนซือทีมชาติอังกฤษจึงไม่กล้าเสี่ยงกับเค้า

อเล็ก ซานโดร แบ๊กทีมชาติบราซิล จากสโมสรยูเวนตุส รายนี้ฟิตเปรี๊ยะ ไม่มีอาการบาดเจ็บ แต่ด้วยในทีมชาติบราซิลนั้น คู่แข่งทางแบ๊กซ้าย ของเค้านั้นเยอะเหลือเกิน และสุดท้ายเค้าก็อดไปบอลโลก

อเล็กซอง ลากาแซ๊ค ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศส ที่ต้องอกหักไปบอลโลก ด้วยโควตากองหน้าของฝรั่งเศสนั่นเยอะอยู่แล้ว ทำให้เค้าอดที่จะไปแถม ทีมชาติเค้ายังคว้าแชมป์ได้อีกด้วย น่าเสียดายแทนจริงๆ

คริส สมอลิ่ง กองหลังทีมชาติอังกฤษ ที่เคยได้รับโอกาสติดธง ในรอบคัดเลือกอยู่หลายนัด แต่ช่วงโค้งสุดท้ายก็ต้องโดนตัดชื่อไป เพราะฟอร์มไม่ค่อยคงเส้นคงว่านั่นเอง

อองโตนี่ มาร์ซิแอล ศูนย์หน้าพรสวรรค์ จากแมนยู จากที่กล่าวไปด้วยตำแหน่งกองหน้าในทีมชาติฝรั่งเศส ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว รวมกับที่อายุของเค้ายังน้อย กุนซือทีมชาติจึงให้เค้ารอโอกาส นั่งดูเพื่อนจากที่บ้านไปก่อน

อัลวาโร โมราต้า ศูนย์หน้าทีมชาติเสปน ซี่งหากเทียบตำแหน่งกองหน้าของเสปน ชื่อของเค้าถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่เพราะฟอร์มในสนามกับสวนทาง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่กุนซือทีมชาติเสปน เมินไม่เอาเค้าไปร่วมศึกฟุตบอลโลก

วิเคราะห์ทีมชาติอิตาลี

วิเคราะห์ทีมชาติอิตาลีในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020

ต้องบอกว่าทีมชาติอิตาลีหรือฉายาอัซซูรี่ ชุดนี้เป็นชุดสายเลือดใหม่อย่างแท้จริงแต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าผลงานในรอบคัดเลือก

โรแบโต้มันชินี่สุดยอดกุนซือของอิตาลีสามารถพาทีมชุดนี้คว้าชัยชนะศึกนัดรวดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มซึ่งถือว่าเข้ารอบกันแบบก่อนที่การแข่งขันจะจบเสียด้วยซ้ำและยิงได้ถึง 37 ประตูและเสียเพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้นต้องบอกว่าอิตาลีชุดนี้เป็นชุดที่ค่อนข้างลงตัวและเป็นสายเลือดยุคใหม่อย่างแท้จริง ส่วนผลงานในการแข่งขันฟุตบอลยุโรปนั้นอิตาลีเคยคว้าแชมป์ได้ 1 ครั้งเมื่อปี 1968 ซึ่งครั้งนั้นแชมป์อิตาลีนี้ก็คือการแข่งขันที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเอง มาการแข่งขันรอบนี้อิตาลีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ได้ซึ่งหากดูจากผลการจับสลากแบ่งกลุ่มรอบสุดท้ายแล้วนั้นอิตาลีอยู่ในสายที่ค่อนข้าง สบาย

เพราะคู่แข่งร่วมกลุ่มของพวกเขามีสวิตเซอร์แลนด์ทีมชาติตุรกีและทีมชาติเวลส์หากมองกัน 3 ทีมนี้แล้วบอกได้เลยว่าอิตาลีจองเข้ามาเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มค่อนข้างแน่ส่วนอีกทีมที่จะตามอิตาลีเข้าไปนั้นต้องดูว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์หรือตุรกีหรือทีมชาติเวลส์กันแน่ มาดูรายชื่อผู้เล่นของทีมชาติอิตาลีชุดนี้กันบ้าง

ผู้รักษาประตูยังคงเป็นนายทวารจานลุยจิดอนนารุมม่าซึ่งเป็นทายาทของ gianluigi buffon ตั้งแต่ครั้งฟุตบอลโลกที่ผ่านมาส่วนกองหลังยังเป็นกองหลังตัวเก๋าคือลีโอนาร์โด บูชชี่ จากยูเวนตุสและจอร์จิโอจากทีมยูเวนตุสเหมือนกัน ส่วนกองกลางมีกองกลางจอมเทคนิคอย่างจอร์จินโญ่ของทีมเชลซีและมาร์โกแวร์รัตติของปารีสแซงต์แชร์กแมงเป็นตัวปั้นเกมและกองหน้ายังคงเป็นกองหน้าตัวเก๋าอย่าง บอลลอตริ ของทีมโตริโน่ และลอเรนโซ่อินซินเย่จากทีมนาโปลีซึ่งดูองค์ประกอบรวมของทีมชุดนี้แล้วเชื่อว่าโรเบร์โต้ มันชินี่น่าจะสร้างความสำเร็จกับทีมชุดนี้ได้อีกยาวนานเพราะว่าเป็นทีมที่ผสมกันลงตัวได้อย่างดีจริงๆ

และหากมองจากรูปการณ์แล้วอิตาลีมีโอกาสที่จะสามารถเข้าถึงชิงชนะเลิศได้เลยทีเดียว หากไม่เล่นกันผิดพลาดเองหรือตื่นสนามกันต้องมาดูกันว่าทีมชุดนี้จะทำได้ดีแค่ไหนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงไม่ใช่หมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อมเหมือนทีมชาติสเปนในยุคก่อนๆ  ซึ่งหากมองตามอันดับที่บ่อนถูกกฎหมายเขาให้อิตาลีเป็น เต็งเจ็ด ก็ยังแสดงว่าบอลถูกกฎหมายของสื่อต่างประเทศก็ยังกล้าๆกลัวว่าจะเอายังไงดีว่าทีมชุดนี้เป็นของจริงหรือเปล่าต้องมาดูกัน

ทีมดังจากภาคอีสาน

ทีมดังจากภาคอีสาน ของเกาะอังกฤษ หรือเรียกอีกชื่อว่า สาลิกาดง

ซึ่งทีมนี้คือทีมที่มีตำนานนักเตะดังๆ มากมาย ไม่ว่าจะเควิน คีแกน หรืออลัน เชียร์เลอร์ และทีมคู่ปรับร่วมมือคู่รักคู่แค้นของทีมนี้นั้นก็คือ เรือดำน้ำ ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งหลายๆปีที่ผ่านมาไม่มีดาร์บี้แมตซ์ แห่งภาคอีสานนี้มานานแล้ว เพราะทั้งสองทีมผลัดสลับกันตกชั้นและขึ้นชั้น จึงทำให้ไม่ค่อยเจอกันสักที

หากว่าไปแล้ว ทีมนิวคาสเซิ่ลนั้น เคยทำผลงานได้ดีที่สุด ก็คือการคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ชิพ ได้ถึงสองครั้งซึ่งทีมที่ทำลายความฝันของพวกเค้าถึงสองครั้งสองคราก็คือ ผีแดง แมนยูไนเต็ด แต่หลังจากนั้น ทีมดังแห่งภาคอีสาน ก็ดิ่งเข้ายุคตกต่ำ ด้วยผลงานลุ่มๆ ดอนๆ หนีตกชั้นทุกๆ ปี อีกทั้งเจ้าของสโมสรและบอร์ดบริหาร ก็ดูจะไม่ค่อยรักทีมเท่าไหร่ เพราะเวลามีข่าวว่าสโมสรเกาะอังกฤษอยากขายสโมสรเมื่อไหร่ มักจะมีชื่อทีมนิวคาสเซิ่ลอยู่ด้วยทุกครั้งไป นั่นคือสาเหตุที่ทีมที่ดูไม่เหมือนพัฒนาสักที อีกทั้งนักเตะในยุคปัจจุบัน

ก็ไม่ค่อยมีชื่อเสียงสักเท่าไหร่ รวมไปถึงผู้จัดการทีม ที่ไปดึงสตีฟ บรู๊ซ มาคุมทีม เพราะหากว่ากันตามตรงนั้น ตั้งแต่สตีฟ บรู๊ซ คุมแต่ละทีมมานั้น ก็ไม่เคยเห็นมีทีมไหน ดูดีสักทีม ยิ่งหากมองรายชื่อนักเตะในทีมนั้น ต้องบอกว่า ทีมสาลิกาดงทีมนี้ คงทำได้แค่เอาตัวรอดไปวันๆ เพื่อให้ได้อยู่รอด เล่นต่อไปในพรีเมียร์ชิพ เพราะหากว่ากันตามตรงแล้วนั้น ทีมไม่มีศักยภาพพอที่จะต่อกรกับทีมอื่นๆ ได้เลย นั่นทำให้เคยมีปรากฎการณ์ แฟนบอลรุมประท้วงเจ้าของสโมสรมาแล้ว ที่ทำตัวขี้งกและไม่เคยคิดจะลงทุนหรือเปลี่ยนแปลงให้ทีมดีขึ้น

คราวนี้ต้องมาดูกันว่าฤดูกาลนี้ ทีมของสตีฟ บรู๊ฟ จะฝ่าฟันและช่วยกันเอาตัวรอดไปได้หรือไม่ ซึ่งนักเตะที่พอจะฝากความหวังให้กับทีมได้ และพอดูมีแวว ก็สองพี่น้องลองสตาฟ ซึ่งถูกดันมาจากนักเตะท้องถิ่น อะคาเดมีของสโมสรเอง รวมถึงนักเตะตัวเก่าอย่าง จอนห์โจ้ เชวี และ แอนดี้ คาร์โล ว่าจะช่วยทีมได้มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งถ้าฟอร์มของสาลิกาดง ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แฟนบอลคงจะได้เห็นการเปลี่ยนตัวกุนซือ อีกครั้ง แต่ต่อให้เอากุนซือเทพๆ อย่าง เป๊ป กวาดิโอล่า เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน หรือแม้แต่ เจอร์เก้นคลอป์ มาคลุมทีม ก็คงไม่ได้ดีไปกว่าเดิม หากเจ้าของสโมสรยังคงเป็นแบบนี้อยู่

หงส์แดงจะเริ่มงานฉลองได้เมื่อไหร่

เวลานี้หงส์แดงการมี 15 แต้มเพื่อการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ในรอบ 30 ปี หลังจากที่พวกเขาเก็บชัยชนะเหนือนอริชได้ 1-0 เมื่อคืนวันเสาร์

ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์สร้างปาฏิหาริย์ นำทีมอันดับสอง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)ถึง 25 แต้ม โดยทีมคู่แข่งมีโปรแกรมแข่งกับเวสต์แฮมวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ จะถึงนี้ 

หลังจากที่ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกครั้งล่าสุดต้องย้อนไปถึงปี 1990 เป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้ว ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากสำหรับทีมใหญ่อย่างพวกเขา 

แต่ว่ามาฤดูกาลนี้ พวกเขาอาศัยความผิดพลาดจากซีซั่นก่อนเป็นบทเรียน และทำให้ทีมเพื่อนบ้านอย่างเอฟเวอร์ตันต้องแอบชำเลืองมองความสำเร็จของพวกเขา

ซึ่งแน่นอนว่าหลายฝ่ายยกแชมป์พรีเมียร์ลีกให้กับพวกเขาไปแล้วแม้ว่าโอกาสทางทฤษฎีพวกเขายังพอมีโอกาสชวดแชมป์อยู่บ้างก็ตาม เลยมีหลายฝ่ายถามคำถามว่าแล้วพลพรรค หงส์แดงจะได้ถ้วยลีกสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้เลยหรือไม่ หลายคนก็บอกว่าคงยังไม่ใช่

เพราะว่าถ้าลิเวอร์พูลยังชนะในเกมของพวกเขาไปเรื่อยๆ และซิตี้ชนะโปรแกรมอีกสองนัดในเกมลีกของเดือนนี้ การลุ้นแย่งแชมป์ก็ยังลากยาวไปถึงเดือนมีนาคมอยู่ดี

และทีม หงส์แดงจะได้แชมป์ตอนไหนล่ะ อาจจะเป็นเกมวันที่ 7 มีนาคม ที่พวกเขาแข่งกับบอร์นมัธก็ได้ ถ้าสมมตินะว่าพวกเขายังแรงไม่หยุดชนะรวดไปเรื่อยๆ แบบนี้

ซึ่งพวกเขาต้องการชัยชนะอีกเพียง 5 จาก 12 เกมที่เหลือก็จะเพียงต่อการไขว่คว้าความสำเร็จที่รอคอยมานาน และเกมที่พบนอริชที่ผ่านมา หลายฝ่ายพูดติดตลกว่าทีมนำต้องการแต้มน้อยกว่าทีมบ๊วยที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นเสียอีก

โดยพวกเขามีเกมที่ห้านับจากวันนี้ (16 กพ.2020 )

คือเกมที่พบคริสตัล พาเลซที่สนามแอนฟิลด์ วันที่ 21 มีนาคม นั่นเป็นโปรแกมที่เลื่อนมาหากพวกเขายังผ่านเข้าไปเล่นในถ้วยเอฟเอคัพ ในรอบควอเตอร์ไฟนัล

และเกมถัดไปจริงๆ พวกเขาอาจจะชูโทรฟี่ที่สนามกูดิสัน ปาร์คหรืออิตติฮัดก็ได้

ในความเป็นจริงคือลิเวอร์พูลยังชนะได้ต่อเนื่องส่วน แมนซิตี้ ยิ่งต้องการชัยชนะแบบรัวๆ เพื่อยับยั้งการจบลีกที่เร็วกว่ากำหนด

ถ้าซิตี้แพ้เพียงแค่นัดเดียวจากสามเกมที่จะถึง หมายความว่าทีมหงส์แดงอาจจะได้ชูถ้วยในเกมเมอร์ซี่ย์ ไซต์ดาร์บี้แมตช์วันที่ 16 มีนาคมนี้เลยก็ได้ 

ก่อนหน้านี้ เด็กหงส์ต้องชอกช้ำเนื่องจากเสมอแบบไร้สกอร์ที่นั่นทำให้มีส่วนที่ทำให้ ซิตี้ปาดหน้าเข้าเส้นชัยได้ในบั้นปลาย แต่ปี 2020 มันคงเป็นหนังคนละม้วนเมื่อพวกเขาอาจไปชนะเอฟเวอร์ตันพร้อมคว้าแชมป์ลีกที่นั่นเลยก็ได้

ส.บอลเผยกฎ 10 ข้อนักเตะต้องพึงระวังลุยไทยลีก 2020

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ออกประกาศเน่นย้ำถึงกฎระเบียบและข้อห้ามที่นักเตะต้องพึงระวัง ในการแข่งขันฤดูกาล 2020 ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์หน้า

  1. พยายามทำร้ายร่างกายบุคคลใด ๆ หรือปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมเพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ที่รุนแรง จะต้องถูกพักการแข่งขัน 1-2 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 10,000 บาท-30,000 บาท
  2. ทำร้ายร่างกาย บุคคลใด ๆ แต่ละกรณีมีโทษดังนี้ :
  • ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายถึงแก่กายหรือจิตใจของผู้ถูกทำร้าย ถูกพักการแข่งขันและห้ามเข้าสนาม 1-3 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 20,000-40,000 บาท
  • เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายของผู้ถูกทำร้าย จะต้องถูกพักการแข่งขันและห้ามเข้าสนาม 2-4 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 40,000-60,000 บาท
  • เป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายขั้นสาหัส ถูกพักการแข่งขันและห้ามเข้าสนาม 3-5 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 60,000-80,000 บาท
  • เป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ถูกพักการแข่งขันและห้ามเข้าสนามตลอดชีวิต และปรับเงินตั้งแต่ 80,000-100,000 บาท


นอกจากนั้นอันตรายตามข้อ (2) ถึง (4) ในแต่ละกรณี ผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทนด้วย

สำหรับโทษตามข้อ (1) ถึง (3) หากเป็นการกระทำต่อเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ให้เพิ่มโทษจากเดิมเป็น 2 เท่า เว้นแต่ข้อ (4) เพิ่มแต่เฉพาะค่าปรับขึ้นจากเดิมเป็น 2 เท่า เท่านั้น

3. ลงแข่งขันกีฬาฟุตบอลรายการอื่นใดในปีเดียวกันกับที่มีชื่อแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพอยู่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายจัดการแข่งขันก่อน จะถูกปรับเงินตั้งแต่ 20,000-50,000 บาท

4. วิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควรหรือเหมาะสม และทำให้เกิดความเสียหายแก่การแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพ หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของสมาคม หรือฝ่ายจัดการแข่งขัน ครั้งแรกปรับ 50,000 บาท และครั้งต่อไปปรับเพิ่มอีกครั้งละ 50,000 บาท

5. กระทำการส่อไปในทางสมยอมกันอย่างไม่มีศักดิ์ศรี (การล้มบอล) ถูกพักการแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี และปรับเงินตั้งแต่ 100,000-500,000 บาท

6 .ทำสัญญาซ้ำซ้อนในขณะใดขณะหนึ่งตั้งแต่ 2 องค์กรสมาชิกขึ้นไป จะถูกพักการแข่งขันตลอดฤดูกาล

7. การใช้สารกระตุ้นเพื่อทำการแข่งขัน อาจจะถูกพักการแข่งขันตลอดการแข่งขันที่เหลืออยู่ ถ้าหลังการพิสูจน์ทางการแพทย์สิ้นสุด นักกีฬาใช้สารกระตุ้นเพื่อทำการแข่งขันจริง จะต้องถูกพักการแข่งขันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ปรับเงิน 100,000 บาท และปรับเงินองค์กรสมาชิกต้นสังกัด 100,000 บาท

8. นักกีฬาฟุตบอลของทีมใดมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มีโทษดังนี้ :

(1) กรณีที่ถูกจับและอยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนให้พักการแข่งขันไปก่อน

(2) กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วและมีความผิดจริง ต้องถูกตัดชื่อออกจากทีม และห้ามไม่ให้ส่งชื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพเป็นเวลา 3 ปีนับจากคดีถึงที่สุด และปรับเงินองค์กรสมาชิกต้นสังกัด 100,000 บาท

9. ในกรณีที่นักกีฬาฟุตบอลกระทำความผิดในระหว่างการแข่งขัน แต่ไม่ได้ถูกคาดโทษ (ได้รับใบเหลือง) หรือไม่ได้ถูกให้ออกจากการแข่งขัน (ได้รับใบแดง) คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท สามารถพิจารณาลงโทษการกระทำดังกล่าวได้ โดยนำเกณฑ์การกำหนดโทษตามข้อ 1.1 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หรือหากเป็นการกระทำที่เข้าองค์ประกอบของระเบียบข้อใดข้อหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ให้พิจารณาลงโทษตามระเบียบข้อดังกล่าวได้ แต่หากอัตราโทษตามระเบียบข้อเฉพาะนั้น อัตราโทษน้อยกว่าโทษตามข้อ 1.1 ให้คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท มีอำนาจกำหนดโทษตามข้อ 1.1 ที่มีอัตราโทษสูงกว่าได้

10. นักกีฬาที่ถูกลงโทษตามลักษณะโทษของนักกีฬา ต้องปฎิบัติตามข้อปฎิบัติของนักกีฬา กรณีที่ถูกพักการแข่งขันที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการจัดการแข่งขันในแต่ละรายการแข่งขัน หากฝ่าฝืนให้ถือว่านักกีฬายังมิได้รับโทษครบตามที่กำหนด จะต้องถูกลงโทษ ถูกพักการแข่งขันเพิ่มอีก 1 นัด และปรับเงิน 10,000 บาท